แม่ลา - การ้อง แหล่งปลาลือนาม

   ลำแม่ลา -การ้อง

       เป็นลำน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติซึ่งก่อกำเนิดมาจากแม่น้ำน้อยในเขตตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ไหลเซาะลงมาเข้าเขตจังหวัดสิงห์บุรีลำน้ำนี้ไหลผ่านสถานที่ใดก็มัก

จะเรียกชื่อตามสถานที่นั้น ๆ เช่น ลำห้วยหรด ลำคลองยาง ลำบ่อนเบี้ย ลำหางอ่าง ลำหนองหัวคน ลำการ้อง ลำแม่ลา ลำห้วยสลอด ลำคลองสามแยก ลำจักรสีห์ และลำสุดท้ายคือลำสาธุ
ุไหลไปบรรจบกับแม่น้ำน้อยอีกครั้งที่ตำบลท่าข้าม อ. ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
        ลำแม่ลาการ้องมีความกว้าง 60 เมตร ยาง 4600 เมตร
       ลำการ้องอยู่ช่วงเหนือลำแม่ลาในเขตท้องที่ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี
ส่วนลำแม่ลานั้นอยู่ใต้ลำการ้องลงมาในเขตท้องที่ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรีและตำบลแม่ลา
อำเภอบางระจันส่วนหนึ่ง
                  ลำแม่ลาการ้อง เป็นลำที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรในน้ำมากมายได้แก่ กุ้ง หอย ปู ปลา กบ ส่วนปลานั้นมีอยู่มากมายหลายชนิด เช่น
ที่มีชื่อเสียงได้แก่ ปลาช่อน รองลงไปได้แก่ ปลาดุก ปลาตะเพียน ปลาบู่ ปลากด ปลาชะโด
ปลาหมอค้อน ปลาหมอตาล ปลาเนื้ออ่อน ปลาหลด ปลาไหล ปลากราย ปลาสวาย ปลากา ปลากระดี่ ปลาสลิต
ปลาสร้อย ฯลฯ และนอกจากปลาก็ยังมีหอยขวาน หอยขมซึ่งมีรสอร่อยมาก ส่วนกุ้งก็มีกุ้งก้ามกราม ตัวโตและมีรสอร่อยกว่ากุ้งเลี้ยง
 

ภูมิหลังด้านประวัติศาสตร์

       สันนิษฐานกันว่า ลำแม่ลาการ้องน่าจะเป็นเส้นทางการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญในสมัย

โบราณเพราะทางด้านตะวันตกของลำการ้องเป็นที่ตั้งของคูเมือง เมืองโบราณสมัยทวาราวดี ซึ่งปรากฏหลักฐานอ้างอิงทางโบราณสถานหลายชิ้นดังที่ตั้งแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาต
ิสาขาอิมทร์บุรีอนึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ที่ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ อายุเกือบ
90 ปีแล้ว ท่านเล่าให้ฟังว่า ในลำแม่ลามีแร่อยู่ชนิดหนึ่ง ทำให้น้ำในลำแม่ลาการ้องมีความเย็นกว่าปกติ และจะเย็นจัดกว่าแม่น้ำอื่น ๆ และในสมัยที่พระครูรัตนสุนทร (หลวงพ่อช่วง)
และหลวงพ่อฟุ้งท่านยังมีชีวิตอยู่มีฝูงปลามากมายมาอาศัยอยู่ช่วงหน้า
วัดแหลมคางและวัดสะเดาสามารถที่จะไปนั่งดูฝูงปลาแหวกว่ายหาอาหาร และปลาก็มีมากมายหลายชนิด บริเวณนี้ถือว่าเป็น
แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ปลาได้อย่างดีเพราะเป็นเขตอภัยทาน ไม่มีใครมาบุกรุกจับปลา
ปลาแม่ลาของดีของเมืองสิงห์บุรี สาเหตุที่มีชื่อเสียงโด่งดังยากที่จะหาปลาอื่นเทียบได้ในรสชาตินั้นไม่มีอีกแล้ว เนื้อปลานุ่ม ละมุนลิ้น มีรสมันหวานอร่อยมาก และเมื่อนำไปปรุงเป็นอาหาร
เช่นปลาช่อนนึ่งบ๊วย หรือแป๊ะซะปลาช่อน เนื้อปลาจะไม่แห้ง จะเป็นเยิ้มตลอดเวลา หากนำไปหมักเกลือ
ทำปลาเค็มแล้วล้างนำผึ่งแดดเป็นปลาแห้งแล้ว เนื้อปลาจะฟูและมีมันเยิ้ม
ในช่วงเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ ปลาจะสะสมไขมันไว้ในตัวของมัน
และประกอบกับดินในลำแม่ลาการ้องจะเป็นดินเหนียวสีดำปนเทา คาดว่าจะมีแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ
ที่เป็นอาหารของสัตว์น้ำ สาเหตุนี้เองที่ทำให้ปลาแม่ลามีรสอร่อย
ลักษณะของปลาแม่ลา ลำตัวอ้วน สั้น ครีบหูมีสีแดงเล็กน้อย หางหนาเป็นรูปใบโพธิ์ หัวสั้น ท้องขาว ลำตัวสีเทา
จะไม่เป็นสีดำเหมือนปลาช่อนแหล่งอื่น ๆ ทั่วไป รสชาติมัน เนื้อนุ่ม ปลาแม่ลาจะชุมมากในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม
ของทุกปี นอกเหนือจากความอร่อยของปลาแล้วยังมีของกินที่อร่อยอีกอย่างคือ เห็ดตับเต่า จะขึ้นตามธรรมชาติในฤดูฝนช่วง
เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ของทุกปีที่บริเวณลำแม่ลา หมู่บ้านคลองสามแยก และแถวห้วยสลอด เห็ดชนิดนี้หายากมากจากที่อื่น ๆ
            หมู่บ้านแม่ลาตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของลำแม่ลา ปัจจุบันลำแม่ลาและหมู่บ้านแม่ลาพัฒนาไปมาก มีร้านสหกรณ์ วัด โรงเรียนมากมาย ลำแม่ลาช่วงวัดแหลมคาง - วัดสะเดา
ทางราชการไปขุดลอกลำน้ำและกำจัดผักตบชวาให้หมดไป
พัฒนาบริเวณฝั่งตะวันออกของลำน้ำให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และจัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลอง มหามิ่งมงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงมีพระมายุครบ 5 รอบ ทางราชการได้ตั้งชื่อว่า อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล      สวนน้ำแห่งนี้ทุก ๆ วันเมื่อปลอดผู้คนจะมีนกเป็ดน้ำ และฝูงนกกระยางบินมาหาอาหารซึ่งธรรมชาติในแถบนี้ถือว่าอุดมสมบูรณ์มาก การคมนาคม
ไปสู่ลำแม่ลาก็สะดวกสบายมีถนนลาดยางตลอด แยกจากถนนสายสิงห์บุรี - ชัยนาทไป
ประมาณ 2 กิโลเมตรก็ถึงหมู่บ้านแม่ลาและลำแม่ลา